ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


images                แม้ว่าประเทศไทยจะมีการปฏิรูปการศึกษามาแล้ว 2 ครั้ง โดนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2542 โดยเริ่มมีการนำ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก ทำให้เริ่มมีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาบ้านเรา อาทิ นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หลักสูตรแกนกลาง ฯลฯ ตามมาด้วยความพยายามพัฒนาระบบการศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพเด็กให้สามารถ ‘คิดเป็น’ นั่นคือ คิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุผล คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดอย่างมีจินตนาการ

                มีบางแนวคิดเชื่อว่า การจัดการศึกษาตามระบบอาจจะมิใช่หนทางที่ดีที่สุดเสมอไป ‘โรงเรียนทางเลือก’ จึงเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นถึงการจัดการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีหลากหลายมิติ ไม่ยึดติดแนวทางเดิมๆ

                ปัจจุบันในประเทศไทยมีโรงเรียนทางเลือกเต็มรูปแบบ หรือนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนแล้วมากกว่า 200 แห่ง

                ‘สานสุข’ ฉบับนี้ ชวนไปรู้จักการศึกษาทางเลือก 2 แบบ คือ เอ็ดดูแคร์ (Educare) และนีโอ ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist) จากการที่ ปตท. ได้มีโอกาสศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนทางเลือกที่เน้นการพัฒนามนุษย์ในด้านจิตใจ ขณะเดียวกันผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก็ยังอยู่ในระดับต้นๆ

                หลักการของเอ็ดดูแคร์ คือ การเรียนที่ให้ความสำคัญทั้งกาย ใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ ด้วยการดึงความดีออกมาจากตัวนักเรียนโดยการตั้งคำถามที่ดี และมีความสร้างสรรค์ แนวคิดนี้ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นำมาใช้ในโรงเรียนสัตยาไส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 6 (ระดับอนุบาลนักเรียนเดินทางไป-กลับ. ระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป นักเรียนต้องอยู่ประจำที่โรงเรียน) สถานศึกษาแห่งนี้มีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 300 ไร่ โอบล้อมด้วยป่าเขา และแม่น้ำ ดร.อาจอง เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนมานานกว่า 20 ปี

                การเรียนการสอนเน้นหลัก 3 H คือ Head = สมอง Heart = หัวใจ Hand = การกระทำ เริ่มจากความคิดดี คิดด้านบวก แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำ เมื่อจะพูดให้พูดจากใจโดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถของตนอย่างเต็มศักยภาพ

                มีการนำหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา มาใช้ขับเคลื่อนการสอน เน้นความรัก ความเมตตา และคุณธรรม เพื่อให้เด็กเป็นคนดี ไม่ใช่เป็นคนเก่งอย่างเดียว และใช้คุณธรรม 5 ประการ คือ เปรมา (ความรัก ความเมตตา) สัตยา (ความจริง) ธรรมะ (การประพฤติชอบ) สันติ (ความสงบ) และอหิงสา (การไม่เบียดเบียน) ในการดำเนินชีวิตและดำเนินกิจกรรม

singapore-government-scholarship-school

                “การศึกษาต้องช่วยให้เด็กรู้จักตัวเอง เพราะเป็นการเข้าไปสู่ใจของตัวเอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น การเรียนการศึกษาดีขึ้น” ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนให้เหตุผลถึงการนำหลักวิถีพุทธมาผสานกับศาสตร์เอ็ดดูแคร์

                “ในอนาคต สมาธิจะเป็นพื้นฐานสำหรับทุกคน เมื่อฝึกแล้วจะเกิดความสงบ จะลดและเลิกทะเลาะกัน ความรู้พื้นฐานอย่างเช่นวิทยาศาสตร์ก็จำเป็น ไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่รู้จักคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล รู้จักตั้งคำถาม แก้ปัญหา วิจัย เมื่อเห็นข้อมูลแล้วสามารถสรุปได้”

                ส่วนอีกหนึ่งโรงเรียนในแนวคิด นีโอ-ฮิวแมนนิสต์ ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพแฝงเร้นอยู่ในตัว การศึกษามีหน้าที่พัฒนาศักยภาพที่แฝงเร้น ให้ออกมาเป็นประโยชน์ต่อตน ต่อส่วนร่วม การเรียนรู้ด้วยหลักดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบ คือ บรรยากาศช่วยให้คลื่นสมองต่ำ > สร้างภาพพจน์ด้านบวกให้กับผู้เรียน > ใช้วิธีจูงใจไม่ใช่การบังคับ > ผู้สอน (ครู) ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้เรียน

                รศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล อดีตอาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอมาตยกุล ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน

                “การเรียนรู้ที่ดีจะเกิดขึ้นภายใต้สิ่งแวดล้อมด้านบวกที่อบอุ่น เป็นกันเอง มีมิตรภาพ แรงจูงใจด้านบวก และการติดใจกับความผิดพลาด (ของนักเรียน) เราทุกคนจะรู้ตัวดี เมื่อทำอะไรผิดพลาด แต่สิ่งที่ต้องการ คือ กำลังใจ และการให้โอกาส ถ้ามีการตำหนิ ติเตียน ทำโทษ หรือใช้วิธีการด้านลบ คนเราจะจดจำความผิดพลาดนั้นไว้ในใจ และส่งผลให้ทำสิ่งผิดพลาดนั้นซ้ำบ่อยครั้งและรุนแรง” ท่านผู้ก่อตั้งโรงเรียนอมาตยกุล ให้อรรถาธิบาย

15                โรงเรียนอมาตยกุล เน้นการพัฒนา 4 ด้าน คือ ร่างกาย จิตใจ ความรัก ความมีน้ำใจ และวิชาการ เมื่อนักเรียนได้รับหลักสี่ประการนี้อย่างสมดุล ก็จะช่วยขัดเกลาให้เด็กเติบโตอย่างมีความมั่นใจ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ และก้าวสู่ความสำเร็จ

                นอกจากนี้ โรงเรียนอมาตยกุลยังมีจุดเด่นเรื่องการพัฒนาความฉลาดทางคุณธรรม (MQ : Moral Quotient หมายถึง ระดับความคิดด้านศีลธรรมในใจคน) เป็นการบ่มเพาะให้นักเรียนประพฤติตนให้มีความสุขพอประมาณ และแบ่งปันความสุขแก่สังคมส่วนรวม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

                ทางโรงเรียนจะเน้นการสร้างบรรยากาศให้คลื่นสมองต่ำ ก็เพราะว่า เมื่อคลื่นสมองคนเราต่ำ คนเราก็จะมีความสงบ แล้วสมดุลทางกาย-ใจก็จะบังเกิด รศ.ดร.เกียรติวรรณ อธิบายว่าใช้การร้องเพลงบาบานัม (Baba Num Kevalum เป็นกาษาสันสกฤต แปลว่า ความรัก ความเมตตา มีอยู่ทั่วไปในโลก เป็นแนวคิดนักปรัชญาชาวอินเดีย P.R. Sarkar) และการเต้น ‘เกาชิกิ’

                เสียงเพลง คือ วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำสมาธิเพลงบาบานัม เป็นเพลงที่ประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อให้คนร้องมีคลื่นสมองต่ำอย่างเร็วที่สุด ส่วนเกาชิกิเป็นท่าเต้นรำของโยคะ ที่บริหารทุกต่อมไร้ท่อในร่างกาย ทำให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตหรือ Growth Hormone ผู้ฝึกจะมีสติและมีสมาธิที่ดี

                ทั้ง Educare และ Neo-Humanist ต่างก็เป็นแนวคิดที่มีรากมาจากโลกตะวันตก แต่เมื่อนำมาปรับใช้ในบ้านเรา ก็พบว่าทั้งสองโรงเรียนต่างผนวกวิถีพุทธเข้าไป ทำให้ศาสตร์มีคุณค่ามากขึ้นกลายเป็นสถานศึกษาที่มีผู้สนใจไปศึกษาดูงานอยู่สม่ำเสมอ

                ปรัชญาแห่งการ ‘ตื่นรู้’ ที่ถือกำเนิดมากกว่า 2,500 ปี เมื่อรวมเป็นดินเนื้อเดียวกับศาสตร์การศึกษาทางเลือกใหม่ กลายเป็นนวัตกรรมในการสร้างคนเพื่อให้ ‘คิดเป็น’

                โรงเรียนทางเลือกอาจจะมีจำนวนไม่มากนักหากแนวคิดเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในระบบอย่างเหมาะสมน่าจะทำให้การจัดการเรียนการสอนของไทยเข้าใกล้กับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 22 ที่ว่า

                “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ”

                การจัดการโรงเรียนทางเลือกมีอีกหลากหลายแนวคิด ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย (Raggio Emilia) ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ที่ทำให้เด็กเป็นตัวของตัวเองผ่านการทำโครงการเป็นหลัก แนวคิดวอลดอร์ฟ (Waldorf) เน้นจัดแผนการเรียนการสอนที่พัฒนาไปตามช่วงอายุ และสร้างสมดุลระหว่างวิชาการ ศิลปะ และการฝึกฝนปฏิบัติ หรือการศึกษาแบบมอนเตสเซอรี (Montessori) ซึ่งจัดสภาพแวดล้อม และอุปกรณ์ให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้ และทำงานด้วยตัวเอง

Comment

Comment:

Tweet