ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร Creative thailand http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


1               สืบเนื่องจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาล ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถผ่อนรถได้จนครบจำนวนปีตามที่ทำสัญญาเช่าซื้อไว้กับบริษัทลิสซิ่ง เพื่อเลี่ยงการโดนถูกยึดรถจึงแอบขายดาวน์รถยนต์ เพราะ “คิดว่าการขายดาวน์นั้นทำได้ง่ายๆ” โดยนำรถยนต์ที่ตัวเองเช่าซื้อมาจากบริษัทลิสซิ่งขายต่อให้ให้คนอื่นเพื่อได้เงินกลับคืนมาเร็วๆ จากนั้นคนที่ซื้อรถจากตนก็ไปผ่อนต่อตามสัญญาเช่าซื้อจนครบ การซื้อขายนี้ไม่มีการแจ้งเรื่องเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาเช่าซื้อรถยนต์คุณทราบไหมว่าการทำเช่นนี้มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากทั้งต่อ “ผู้ขายดาวน์” และ “ผู้ซื้อดาวน์” เพราะข้ามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายไปแบบร่าไม่ถึงการณ์...ละอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา

               มาดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับ “ผู้ขายดาวน์” ก่อนเมื่อซื้อไปแล้วไม่ผ่อนค่ารถต่อ ผู้ขายดาวน์ (เจ้าของรถเดิม) ก็จะตกเป็นผู้ผิดสัญญากับบริษัทลิสซิ่งและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทลิสซิ่ง  หรือรายแรงกว่านั้นถ้าผู้ซื้อดาวน์ไม่ผ่อน และยังนำรถยนต์ไปซุกซ่อนหลบหนีไป ทำให้บริษัทลิสซิ่งไม่สามารถตามยึดรถกลับมาได้ นอกจากผู้ขายดาวน์จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้กับบริษัทลิสซิ่งแล้ว ผู้ขายดาวน์ยังถูกดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์อีกด้วย หรืออีกกรณีหนึ่งแม้ผู้ซื้อดาวน์จะผ่อนชำระอย่างถูกต้องต่อเนื่องกับบริษัทลิสซิ่ง แต่นำรถยนต์คันที่ซื้อไปทำผิดกฎหมาย เช่น ใช้ขนยาเสพติด ชนคนตายแล้วหนี ฯลฯ ก็อาจทำให้เกิดปัญหายุ่งยากวุ่นวายมาถึงผู้ขายดาวน์ได้เช่นกันเพราะชื่อของผู้เช่าซื้อยังคงเป็นชื่อของ “ผู้ขายดาวน์” นั่นเอง

               ส่วนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับฝั่ง “ผู้ซื้อดาวน์” ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน แม้ว่าจะได้ครอบครองรถอยู่และผ่อนชำระจนครบ แต่ผู้ซื้อดาวน์ก็ไม่อาจมีชื่อเป็นเจ้าของรถได้ เพราะบริษัทลิสซิ่งต้องทำตามกฎหมายคือโอนรถยนต์ดังกล่าวให้กับชื่อ “ผู้เช่าซื้อ” ซึ่งก็คือ “ผู้ที่ขายดาวน์” คนเดิม

car-buying

               แล้วถ้าจำเป็นจะต้องขายดาวน์รถที่กำลังผ่อนอยู่นั้น ต้องทำอย่างไรจึงไร้ปัญหา? ผู้ขายดาวน์ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยแจ้งบริษัทลิสซิ่งเพื่อขอ “เปลี่ยนตัวคู่สัญญาเช่าซื้อ” ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่ากับการตัดปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามที่ยกตัวอย่างมา อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติอาจทำให้การขายดาวน์มีปัญหาหรือใช้เวลามากขึ้น เพราะ “การเปลี่ยนคู่สัญญาเช่าซื้อ” ในมุมมองของบริษัทลิสซิ่งก็ไม่ต่างจากการเริ่มต้นทำสัญญาเช่าซื้อกับ “คนใหม่” จึงต้องมีการตรวจสอบผู้ที่จะซื้อดาวน์ว่าเหมาะสมหรือไม่ เช่น พิจารณาจากหลักฐานทางการเงิน ที่อยู่อาศัย อาชีพ การงาน ซึ่งถ้าผู้ซื้อดาวน์ไม่มีอาชีพการงานหรือฐานะทางการเงินไม่มั่นคงเพียงพอ บริษัทลิสซิ่งก็อาจพิจารณาไม่อนุมัติ “เปลี่ยนตัวคู่สัญญาเช่าซื้อ” ก็เป็นได้

               ดังนั้นแม้ว่าการขายดาวน์อย่างถูกต้องจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นและมีค่าใช้จ่ายก็ควรดำเนินการตามกฎหมาย และต้องตกลงให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเปลี่ยนคู่สัญญากับบริษัทลิสซิ่งหรือจะร่วมกันรับผิดชอบ เพียงเท่านี้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการขายดาวน์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็จะหมดไป

Comment

Comment:

Tweet