ไฟฟ้าพลังน้ำ...พลังชุมชน

posted on 27 May 2015 23:50 by artairguereca

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สื่อพลัง http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


            บ้านคลองเรือ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างเงียบงันในตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร จากชุมชนเล็กๆ ที่แปรเปลี่ยนบทเรียนความผิดพลาดจาการใช้ทรัพยากรในอดีตมาเป็นบทเรียนอันมีค่ายืนหยัดต่อสู้ด้วยแรงสมัครสมานสามัคคีจนวันนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นชุมชนต้นแบบในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ แจกจ่ายใช้ภายในหมู่บ้านเป็นแบบอย่างของหมู่บ้านพึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็ง

images (3)

            ย้อนกลับไปครั้งปี 2518 ชาวบ้านเพียงไม่กี่ครอบครัวอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมคลองเรือเพื่อยึดอาชีพร่อนแร่ดีบุก แต่ภายหลังจากที่สินแร่หมดสิ้นไป พวกเขาก็หันมาบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าต้นน้ำเพื่อทำไร่กาแฟและทำสวนผลไม้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในขณะนั้น ผนวกกับการทำการเกษตรแบบอุตสาหกรรม ซึ่งจำต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำของชุมชนไปใช้จนเหือดแห้ง พร้อมกับการทุ่มใช้สารเคมีทางการเกษตรจนพื้นดินเสื่อมสลาย ส่งผลให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากวิถีทำกินแบบที่ต่างกอบโกยจากธรรมชาติ จนในที่สุดสิ่งเหล่านั้นได้ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาเอง

            ในความมืดมนไร้สิ้นหนทาง ยังพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เมื่อปี 2536 หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ริเริ่มโครงการ “คนอยู่ ป่ายัง” ภายใต้แนวคิด “ดูแลคนไม่ให้ทำลายป่า” แทนแนวคิดอนุรักษ์เดิมที่ว่า “ต้องดูแลป่าไม่ให้คนทำลาย” ใช้หลักการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จนในที่สุดชาวบ้านคลองเรือได้ตระหนักว่า เมื่อมีป่าจึงมีน้ำ เมื่อมีน้ำจึงมีชีวิต จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับพวกเขา

images            จากป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายไปในอดีต ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำตามลำห้วยต่างๆ ในป่าต้นน้ำกว่า 300 ฝาย จนทำให้พื้นที่ป่ากลับมาชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์อีกครั้งในอีกไม่กี่ปีต่อมา ด้วยการบริหารจัดการในการใช้ทรัพยากรดินน้ำและป่าไม้ จนสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทุกวันนี้ชาวบ้านคลองเรือมี “ประปาภูเขา” สำหรับใช้กินใช้อยู่รวมถึงทำการเกษตรได้ตลอดปี

            ทว่าปัญหาที่ชาวบ้านคลองเรือยังต้องเผชิญตั้งแต่แรกตั้งหมู่บ้านจวบจนปัจจุบันที่มี 89 ครัวเรือน 300 กว่าชีวิต คือ ไม่มีไฟฟ้าใช้ภายในหมู่บ้าน ด้วยอยู่ห่างไกลความเจริญ ถนนหนทางที่สัญจรยากลำบาก ก่อนหน้านี้ชาวบ้านใช้พึ่งพาไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ซึ่งสามารถให้แสงสว่างและพอดูโทรทัศน์ได้ แต่หากว่าวันไหนแดดไม่ออกหรือแดดน้อยก็จะมีไฟใช้น้อยตามไปด้วย ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำไฟฟ้าจากพลังน้ำจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของหมู่บ้านคลองเรือ วันนี้ชาวบ้านมิเพียงรักษาป่าต้นน้ำบนภูเขากว่า 4,000 ไร่ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตและผืนป่า หากแต่ป่าต้นน้ำยังนำแสงสว่างมาสู่ชุมชน แหล่งน้ำที่สมบูรณ์กลายเป็นต้นกำเนิดพลังงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 100 กิโลวัตต์สำหรับใช้ในหมู่บ้านหรือ “โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน”

            ผู้ใหญ่มนัส คล้ายรุ่ง ผู้ใหญ่บ้านแห่งชุมชนบ้านคลองเรือ ผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน เล่าให้ฟังว่า ในปี 2551 ได้ไปดูงานที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่หมู่บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อก่อนชาวบ้านไม่เคยเชื่อว่า เรามีธรรมชาติสามารถนำไปใช้กับเรื่องไฟฟ้าได้ด้วย ผู้ใหญ่จึงได้ทดลองทำตัวอย่างเล็กๆขึ้น ภายหลังจึงเกิดความร่วมมือร่วมใจระดมทุนกันเองในหมู่ชาวบ้าน โดยนำเงินที่ได้มาซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ร่วมกันก่อสร้างโรงเรือนโรงไฟฟ้า ฝาย และบ่อตะกอน และได้รับการสนับสนุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำพร้อมอุปกรณ์และระบบสายส่งไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

presentation1

            ถึงแม้ว่าในวันนี้ชุมชนบ้านคลองเรือจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้กันได้เองภายในชุมชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะสามารถใช้ไฟฟ้ากันได้ตามอำเภอใจ มีการกำหนดให้เก็บค่าไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นสวัสดิการชุมชนและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า รวมถึงตั้งเป็น “กองทุนหมุนไป” ให้ชุมชนอื่นที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ นอกจากนั้นยังคงส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนร่วมกันประหยัดไฟ เพราะปริมาณน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะมีความคงที่อยู่ราว 10 เดือนเท่านั้น และแห้งแล้งอยู่ราว 2 เดือน จึงได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า 1 หลังคาเรือนจะสามารถใช้ไฟฟ้าได้ไม่เกิน 300 วัตต์ ขณะที่ในหน้าแล้งจะต้องลดการใช้ลงมาเหลือหลังคาเรือนละ 150 วัตต์ รวมถึงยังห้ามไม่ให้มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองพลังงานมากอีกด้วย

            โรงไฟฟ้าชุมชนบ้านคลองเรือนับเป็นตัวอย่างที่ดีของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ปัจจัยสำคัญที่สุดของการคงอยู่ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน คือ ความเข้มแข็งของชุมชน ความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างคนในชุมชนจะนำไปสู่การบริหารงานโรงไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างแสงสว่างอย่างโชติช่วงต่อไป

Comment

Comment:

Tweet