กิน (พอ) ดี เพื่ออยู่พอดี

posted on 31 May 2015 00:30 by artairguereca

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อพลัง และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


             ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่เสมอ ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและสืบทอดเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่อาหารการกินยังมีบทบาทต่อทุกมิติชีวิตมาตั้งแต่อดีต เป็นกิจกรรมที่ทุกคนต้องทำเพื่อบำรุงร่างกายและสติปัญญา เป็นนัยสำคัญต่อการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐาน เป็นปัจจัยเชื่อมโยงดินแดนคนละฟากโลกบนเส้นทางสายการค้า เป็นเครื่องแสดงความงดงามของวัฒนธรรมประเพณี เป็นแม้แต่เหตุผลในการก่อสงครามหรือปลดแอกประเทศสู่อิสรภาพ

healthlife9

             แต่ความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกประการหนึ่งคือ การกินเป็นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบทั้งต่อปัจเจกชนและสิ่งแวดล้อม แม้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำจะทำให้เราดูเหมือนอยู่ดีกินดี และสะดวกสบายในเรื่องการกินมากกว่าบรรพบุรุษที่ต้องออกล่าเหยื่อพร้อมหอกหรือหน้าไม้ แต่อาหารของคนรุ่นเรากลับมีคุณภาพด้อยกว่ามาก จากที่เคยมั่นใจว่าอาหารเป็นยา ทว่าในปัจจุบัน ด้วยระบบอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทำให้ไม่แน่เสียแล้วว่าอาหารที่เรากินนั้นจะป้องกันและรักษาโรคได้ ในเมื่อมีความจริงอยู่ว่า อาหาร (ตลอดจนพฤติกรรมการกินของเรา) ในศตวรรษนี้ กลับเป็นต้นเหตุของโรคร้ายหลายชนิด

             ในขณะที่สุขภาวะส่วนบุคคลตกอยู่ในความเสี่ยงจากอาหาร โลกของเราก็ตกอยู่ในภาวการณ์ไม่ต่างกัน การบริโภคสิ่งต่างๆ ของมนุษย์มากขึ้นกว่าอดีตหลายเท่าตัว แน่ละว่าสาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่มนุษย์ปัจจุบันยังบริโภคทั้งในสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ถูหลอกล่อให้คิดว่าจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ เราอาจนึกไม่ถึงว่า อาหารหนึ่งจานของเราตักตวงทรัพยากรไปมากเพียงไร ตั้งแต่พลังงานในการผลิตวัตถุดิบ การนำวัตถุดิบมาสู่ขั้นตอนการปรุงในครัวกลายเป็นอาหารจานเด็ดให้เราอร่อยในแต่ละมื้อ จนกระทั่งเหลือทิ้งเป็นขยะเน่าเหม็น ตลอดต้นจรดปลายเส้นทางแห่งความบันเทิงบนปลายลิ้นนี้ใช้ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อย่างมหาศาล การกินที่จุดประสงค์ดั้งเดิมคือเพื่อการดำรงอยู่ กลับกลายเป็นการบริโภคที่ทำลายทุกสิ่งทั้งตัวเราและโลก

             แม้ดูเหมือนว่า อาหารที่เรากินจะสร้างบาดแผลให้โลกมาตลอดเส้นทางการผลิต และอุตสาหกรรมอาหารในโลก ปัจจุบันบีบบังคับให้เราไม่อาจเป็นผู้กำหนดอะไรได้เอง แต่นั่นไม่จริงทั้งหมด อย่างน้อยก็มีกลุ่มคนในมุมต่างๆ ของโลกไม่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของบริโภคนิยมได้ออกมาเคลื่อนไหวบางสิ่งทำให้เราเห็นว่า เราทุกคนสามารถค้นหาแนวทางในการสร้างสรรค์หนึ่งจานที่ให้คุณค่ามากกว่าสารอาหารได้ ด้วยการบริโภค (โลก) แต่พอเหมาะพอดี getty_rm_photo_of_woman_eating_strawberries เนื้อสัตว์: อาหารจานหนัก...โลก              ช่วงต้นปี 2555 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานผลการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหญิงและชายกว่า 120,000 คน พบว่า การกินเนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมู วัว ฯลฯ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายชนิด อาทิ โรคหัวใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง พบเนื้อสัตว์เหล่านั้นมีไขมันอิ่มตัวแฝงอยู่มาก ยิ่งเนื้อสัตว์สำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปยิ่งมีไขมันอิ่มตัวแฝงอยู่เพิ่มขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น ไส้กรอกเนื้อแน่นเคี้ยวสนุก หรือแฮมเบอร์เกอร์เนื้อนุ่มชุ่มลิ้น มักจะบดไขมันสัตว์และเติมเกลือลงไปอีก ส่วนกรรมวิธีการรมควันหรือปิ้งย่างก็ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น สารโพลาร์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด

             ในขณะที่การกินเนื้อสัตว์มากเกินไปไม่ดีต่อร่างกายมนุษย์การได้มาซึ่งเนื้อสัตว์เหล่านั้นก็ทำลายสุขภาพของโลกไปไม่น้อยเช่นกัน เพราะฟาร์มปศุสัตว์หรือแหล่งผลิตก๊าซเรือนกระจกขนาดยักษ์ ลมที่ผายออกมาจากลำไส้ของฝูงสัตว์มีก๊าซมีเทนประกอบอยู่ด้วย เคยมีผู้เก็บสถิติว่า วัวหนึ่งล้านตัวปล่อยก๊าซมีเทนออกมาประมาณ 220 ตันต่อวัน มูลสัตว์ปล่อยก๊าซไนตรัสซึ่งเป็นอีกหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ส่วนขั้นตอนการผลิตปุ๋ยสำหรับพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ยังสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก ในขณะที่ภาคปศุสัตว์ใช้พื้นที่ถึง 2 ใน 3 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วโลก ความต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่นำไปสู่การแผ้วถางป่า ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อมูลเพียงเท่านี้คงพอจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นไปได้ของการเปรียบเทียบที่ว่าทุกการกินแฮมเบอร์เกอร์ 1ชิ้น เท่ากับเรากำลังเขมือบพื้นที่ป่าดงดิบถึงราว 55 ตารางฟุต!

มังสวิรัติ ใจนี้สีเขียว images             ท่ามกลางการสร้างมัดกล้ามด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ในสังคมโลกยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธรูปแบบการกินนี้ แม้จุดเริ่มต้นจะมามาจากแนวคิดการบริโภค ที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสรรพสัตว์ แต่ผลพลอยได้จากการกินมังสวิรัติยังช่วยรักษาสมดุลโลกด้วย เพราะอาหารมังสวิรัติช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,000 ปอนด์ต่อคนต่อปี ยิ่งกว่านั้น ยิ่งกินพืชมากเท่าไร ก็ทำให้เกิดการปลูกพืชซึ่งในทางหนึ่งจะช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่านั้น ส่วนเศษอาหารเหลือกินก็กำจัดได้ง่ายกว่าเศษอาหารประเภทเนื้อสัตว์เนื่องจากพืชเผาไหม้ได้ดีกว่าเนื้อสัตว์ถึง 15 เท่า

             แม้จะมีข้อครหาอยู่บ้างว่ามังสวิรัติอาจทำให้เราขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน แต่นักมังสวิรัติทั่วโลกให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้มีทางออกด้วยการกินอาหารประเภทถั่ว ธัญพืช หรืออื่นๆ ที่มีโปรตีนไม่น้อยกว่าเนื้อสัตว์ และเราทุกคนเข้าร่วมขบวนการมังสวิรัติได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นมังสวิรัติแบบหักดิบหรือค่อยเป็นค่อยไป เป็นแบบครั้งคราวหรือตลอดชีวิต หรือเลือกกินหรือไม่กินบางผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลองวัดระดับความเขียวของใจว่าคุณเป็นมังสวิรัติแบบใด

             1 (386) กินพืชผัก รวมทั้งไข่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม คุณเป็นมังสวิรัติที่ดื่มนมและกินไข่ (Ovo-lacto vegetarian)              1 (386) กินพืช นม และผลิตภัณฑ์ของนม เป็นส่วนประกอบของอาหาร แต่ไม่กินไข่ คุณคือมังสวิรัติที่ดื่มนม (Lacto vegetarian)              1 (386) กินอาหารจากพืชเพียงอย่างเดียว ไม่มีไข่ นม หรือผลิตภัณฑ์ของไข่และนม เป็นส่วนประกอบของอาหารเลย คุณคือนักมังสวิรัติผู้เคร่งครัด (Pure or strict vegetarian)

             อย่างไรก็ดี หัวใจสีเขียวของนักมังสวิรัติจะเขียวเข้มข้นอีก ถ้าใส่ใจรายละเอียดของพืชพันธุ์ที่กินอีกสักนิด การกินอาหารมังสวิรัติที่สมควรแก่การยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองนิ้วคือ การกินพืชผลต่างๆ ตามฤดูกาล ไม่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม ผ่านการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และกินอาหารที่มีในท้องถิ่น

กินข้ามโลก: โลกาภิวัตน์แห่งอาหาร              วิวัฒนาการทางคมนาคมทำให้อาหารข้ามพรมแดนแห่งพื้นที่และเวลาได้ไม่ยาก จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะหาเชอรี่สดได้ในตลาดติดแอร์ เมื่อนึกอยากลองลิ้มรสลิ้นจี่เชียงราย ในฤดูฝนก็มีลิ้นจี่บรรจุกระป๋องเต็มชั้นวาง แม้ปูอลาสกาอยู่ถึงแอนตาร์กติกาก็ยังบินตรงมาให้เราอร่อยได้ดังใจปรารถนา

             แต่จะมีสักกี่คนฉุกคิดไกลไปจากอาหารแต่ละจานว่ามันต้องผ่านกระบวนการที่ดูดกลืนพลังโลกมากมาย ตั้งแต่การบรรจุกระป๋อง การแช่แข็ง การขนส่ง ที่เผาผลาญพลังงานมหาศาล และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่โลกของเรามากเพียงไรพืชผักที่ปลูกในระบบอุตสาหกรรมการเกษตร ผ่านเทคโนโลยีการผสมพันธุ์หลายทอดเพื่อสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ทนทาน และให้ผลผลิตจำนวนมากแต่ลืมรสชาติต้นกำเนิดของตนเอง แล้วยังจะถูกเก็บเกี่ยวทั้งที่ยังไม่พร้อม นำมาบ่มก๊าซเอทิลีนและแช่เย็นสำหรับขนส่งทางไกล อาหารผ่านกระบวนการแช่แข็งที่ใช้พลังงานในการผลิตสูงถึง 10 เท่าของอาหารทั่วไป จะเก็บไว้ได้หลายปี แต่ชีวิตของมันสูญสลายไปหมดสิ้น สิ่งที่เรากินจำเป็นเพียงซากศพอาหารที่ยังไม่บูดเน่าเท่านั้น แม้จะผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม แต่เราก็หมดโอกาสลิ้นโอชะแห่งพืชพันธุ์ที่สดใหม่ และได้รับวิตามินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยังไม่นับต้องรับเอาสารปนเปื้อนหรือสารปฏิชีวนะเข้าสู่ร่างกายอีกต่างหาก

             จริงหรือที่เราทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย

261221maneat1

รักยาวให้บั่น (ระยะทาง)              อย่างน้อยก็มีคนที่ไม่เชื่อว่าตนเองไม่มีพลังในการเปลี่ยนโลก เขาคือ โลเควอล์ (Locavores)

             โลเควอล์ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ แม้คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนอย่างน้อยศัพท์คำนี้ก็มีบัญญัติไว้ใน Oxford Dictionary มาตั้งแต่ปี 2551(แม้ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้จะมีมาก่อนหน้านั้น โดนเริ่มต้นที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2548) โดยให้ความหมายว่า “a person whose diet consist only or principally of locally grown or produced food” อธิบายง่ายๆ ว่า โลเควอล์ คือ กลุ่มคนที่เลือกกินอาหารในท้องถิ่นไม่ไกลจากที่อยู่อาศัยของตนเกิน 100 ไมล์ ซึ่งนอกจากจะได้อาหารสดกว่า ดีต่อสุขภาพมากกว่า ส่งเสริมการผลิตอาหารในท้องถิ่น ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการขนส่งด้