กิน (พอ) ดี เพื่ออยู่พอดี

posted on 31 May 2015 00:30 by artairguereca

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อพลัง และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


             ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่เสมอ ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและสืบทอดเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่อาหารการกินยังมีบทบาทต่อทุกมิติชีวิตมาตั้งแต่อดีต เป็นกิจกรรมที่ทุกคนต้องทำเพื่อบำรุงร่างกายและสติปัญญา เป็นนัยสำคัญต่อการเลือกสถานที่ตั้งถิ่นฐาน เป็นปัจจัยเชื่อมโยงดินแดนคนละฟากโลกบนเส้นทางสายการค้า เป็นเครื่องแสดงความงดงามของวัฒนธรรมประเพณี เป็นแม้แต่เหตุผลในการก่อสงครามหรือปลดแอกประเทศสู่อิสรภาพ

healthlife9

             แต่ความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกประการหนึ่งคือ การกินเป็นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบทั้งต่อปัจเจกชนและสิ่งแวดล้อม แม้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำจะทำให้เราดูเหมือนอยู่ดีกินดี และสะดวกสบายในเรื่องการกินมากกว่าบรรพบุรุษที่ต้องออกล่าเหยื่อพร้อมหอกหรือหน้าไม้ แต่อาหารของคนรุ่นเรากลับมีคุณภาพด้อยกว่ามาก จากที่เคยมั่นใจว่าอาหารเป็นยา ทว่าในปัจจุบัน ด้วยระบบอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทำให้ไม่แน่เสียแล้วว่าอาหารที่เรากินนั้นจะป้องกันและรักษาโรคได้ ในเมื่อมีความจริงอยู่ว่า อาหาร (ตลอดจนพฤติกรรมการกินของเรา) ในศตวรรษนี้ กลับเป็นต้นเหตุของโรคร้ายหลายชนิด

             ในขณะที่สุขภาวะส่วนบุคคลตกอยู่ในความเสี่ยงจากอาหาร โลกของเราก็ตกอยู่ในภาวการณ์ไม่ต่างกัน การบริโภคสิ่งต่างๆ ของมนุษย์มากขึ้นกว่าอดีตหลายเท่าตัว แน่ละว่าสาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่มนุษย์ปัจจุบันยังบริโภคทั้งในสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ถูหลอกล่อให้คิดว่าจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ เราอาจนึกไม่ถึงว่า อาหารหนึ่งจานของเราตักตวงทรัพยากรไปมากเพียงไร ตั้งแต่พลังงานในการผลิตวัตถุดิบ การนำวัตถุดิบมาสู่ขั้นตอนการปรุงในครัวกลายเป็นอาหารจานเด็ดให้เราอร่อยในแต่ละมื้อ จนกระทั่งเหลือทิ้งเป็นขยะเน่าเหม็น ตลอดต้นจรดปลายเส้นทางแห่งความบันเทิงบนปลายลิ้นนี้ใช้ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อย่างมหาศาล การกินที่จุดประสงค์ดั้งเดิมคือเพื่อการดำรงอยู่ กลับกลายเป็นการบริโภคที่ทำลายทุกสิ่งทั้งตัวเราและโลก

             แม้ดูเหมือนว่า อาหารที่เรากินจะสร้างบาดแผลให้โลกมาตลอดเส้นทางการผลิต และอุตสาหกรรมอาหารในโลก ปัจจุบันบีบบังคับให้เราไม่อาจเป็นผู้กำหนดอะไรได้เอง แต่นั่นไม่จริงทั้งหมด อย่างน้อยก็มีกลุ่มคนในมุมต่างๆ ของโลกไม่ยอมตกอยู่ใต้อาณัติของบริโภคนิยมได้ออกมาเคลื่อนไหวบางสิ่งทำให้เราเห็นว่า เราทุกคนสามารถค้นหาแนวทางในการสร้างสรรค์หนึ่งจานที่ให้คุณค่ามากกว่าสารอาหารได้ ด้วยการบริโภค (โลก) แต่พอเหมาะพอดี getty_rm_photo_of_woman_eating_strawberries เนื้อสัตว์: อาหารจานหนัก...โลก              ช่วงต้นปี 2555 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รายงานผลการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหญิงและชายกว่า 120,000 คน พบว่า การกินเนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมู วัว ฯลฯ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายชนิด อาทิ โรคหัวใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง พบเนื้อสัตว์เหล่านั้นมีไขมันอิ่มตัวแฝงอยู่มาก ยิ่งเนื้อสัตว์สำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปยิ่งมีไขมันอิ่มตัวแฝงอยู่เพิ่มขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น ไส้กรอกเนื้อแน่นเคี้ยวสนุก หรือแฮมเบอร์เกอร์เนื้อนุ่มชุ่มลิ้น มักจะบดไขมันสัตว์และเติมเกลือลงไปอีก ส่วนกรรมวิธีการรมควันหรือปิ้งย่างก็ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น สารโพลาร์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด

             ในขณะที่การกินเนื้อสัตว์มากเกินไปไม่ดีต่อร่างกายมนุษย์การได้มาซึ่งเนื้อสัตว์เหล่านั้นก็ทำลายสุขภาพของโลกไปไม่น้อยเช่นกัน เพราะฟาร์มปศุสัตว์หรือแหล่งผลิตก๊าซเรือนกระจกขนาดยักษ์ ลมที่ผายออกมาจากลำไส้ของฝูงสัตว์มีก๊าซมีเทนประกอบอยู่ด้วย เคยมีผู้เก็บสถิติว่า วัวหนึ่งล้านตัวปล่อยก๊าซมีเทนออกมาประมาณ 220 ตันต่อวัน มูลสัตว์ปล่อยก๊าซไนตรัสซึ่งเป็นอีกหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก ส่วนขั้นตอนการผลิตปุ๋ยสำหรับพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ยังสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก ในขณะที่ภาคปศุสัตว์ใช้พื้นที่ถึง 2 ใน 3 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั่วโลก ความต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่นำไปสู่การแผ้วถางป่า ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ข้อมูลเพียงเท่านี้คงพอจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นไปได้ของการเปรียบเทียบที่ว่าทุกการกินแฮมเบอร์เกอร์ 1ชิ้น เท่ากับเรากำลังเขมือบพื้นที่ป่าดงดิบถึงราว 55 ตารางฟุต!

มังสวิรัติ ใจนี้สีเขียว images             ท่ามกลางการสร้างมัดกล้ามด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ในสังคมโลกยังมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาปฏิเสธรูปแบบการกินนี้ แม้จุดเริ่มต้นจะมามาจากแนวคิดการบริโภค ที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสรรพสัตว์ แต่ผลพลอยได้จากการกินมังสวิรัติยังช่วยรักษาสมดุลโลกด้วย เพราะอาหารมังสวิรัติช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,000 ปอนด์ต่อคนต่อปี ยิ่งกว่านั้น ยิ่งกินพืชมากเท่าไร ก็ทำให้เกิดการปลูกพืชซึ่งในทางหนึ่งจะช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่านั้น ส่วนเศษอาหารเหลือกินก็กำจัดได้ง่ายกว่าเศษอาหารประเภทเนื้อสัตว์เนื่องจากพืชเผาไหม้ได้ดีกว่าเนื้อสัตว์ถึง 15 เท่า

             แม้จะมีข้อครหาอยู่บ้างว่ามังสวิรัติอาจทำให้เราขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน แต่นักมังสวิรัติทั่วโลกให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้มีทางออกด้วยการกินอาหารประเภทถั่ว ธัญพืช หรืออื่นๆ ที่มีโปรตีนไม่น้อยกว่าเนื้อสัตว์ และเราทุกคนเข้าร่วมขบวนการมังสวิรัติได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเปลี่ยนเป็นมังสวิรัติแบบหักดิบหรือค่อยเป็นค่อยไป เป็นแบบครั้งคราวหรือตลอดชีวิต หรือเลือกกินหรือไม่กินบางผลิตภัณฑ์จากสัตว์ลองวัดระดับความเขียวของใจว่าคุณเป็นมังสวิรัติแบบใด

             1 (386) กินพืชผัก รวมทั้งไข่ นม และผลิตภัณฑ์ของนม คุณเป็นมังสวิรัติที่ดื่มนมและกินไข่ (Ovo-lacto vegetarian)              1 (386) กินพืช นม และผลิตภัณฑ์ของนม เป็นส่วนประกอบของอาหาร แต่ไม่กินไข่ คุณคือมังสวิรัติที่ดื่มนม (Lacto vegetarian)              1 (386) กินอาหารจากพืชเพียงอย่างเดียว ไม่มีไข่ นม หรือผลิตภัณฑ์ของไข่และนม เป็นส่วนประกอบของอาหารเลย คุณคือนักมังสวิรัติผู้เคร่งครัด (Pure or strict vegetarian)

             อย่างไรก็ดี หัวใจสีเขียวของนักมังสวิรัติจะเขียวเข้มข้นอีก ถ้าใส่ใจรายละเอียดของพืชพันธุ์ที่กินอีกสักนิด การกินอาหารมังสวิรัติที่สมควรแก่การยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองนิ้วคือ การกินพืชผลต่างๆ ตามฤดูกาล ไม่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม ผ่านการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และกินอาหารที่มีในท้องถิ่น

กินข้ามโลก: โลกาภิวัตน์แห่งอาหาร              วิวัฒนาการทางคมนาคมทำให้อาหารข้ามพรมแดนแห่งพื้นที่และเวลาได้ไม่ยาก จึงไม่แปลกอะไรที่เราจะหาเชอรี่สดได้ในตลาดติดแอร์ เมื่อนึกอยากลองลิ้มรสลิ้นจี่เชียงราย ในฤดูฝนก็มีลิ้นจี่บรรจุกระป๋องเต็มชั้นวาง แม้ปูอลาสกาอยู่ถึงแอนตาร์กติกาก็ยังบินตรงมาให้เราอร่อยได้ดังใจปรารถนา

             แต่จะมีสักกี่คนฉุกคิดไกลไปจากอาหารแต่ละจานว่ามันต้องผ่านกระบวนการที่ดูดกลืนพลังโลกมากมาย ตั้งแต่การบรรจุกระป๋อง การแช่แข็ง การขนส่ง ที่เผาผลาญพลังงานมหาศาล และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่โลกของเรามากเพียงไรพืชผักที่ปลูกในระบบอุตสาหกรรมการเกษตร ผ่านเทคโนโลยีการผสมพันธุ์หลายทอดเพื่อสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ทนทาน และให้ผลผลิตจำนวนมากแต่ลืมรสชาติต้นกำเนิดของตนเอง แล้วยังจะถูกเก็บเกี่ยวทั้งที่ยังไม่พร้อม นำมาบ่มก๊าซเอทิลีนและแช่เย็นสำหรับขนส่งทางไกล อาหารผ่านกระบวนการแช่แข็งที่ใช้พลังงานในการผลิตสูงถึง 10 เท่าของอาหารทั่วไป จะเก็บไว้ได้หลายปี แต่ชีวิตของมันสูญสลายไปหมดสิ้น สิ่งที่เรากินจำเป็นเพียงซากศพอาหารที่ยังไม่บูดเน่าเท่านั้น แม้จะผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม แต่เราก็หมดโอกาสลิ้นโอชะแห่งพืชพันธุ์ที่สดใหม่ และได้รับวิตามินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยังไม่นับต้องรับเอาสารปนเปื้อนหรือสารปฏิชีวนะเข้าสู่ร่างกายอีกต่างหาก

             จริงหรือที่เราทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย

261221maneat1

รักยาวให้บั่น (ระยะทาง)              อย่างน้อยก็มีคนที่ไม่เชื่อว่าตนเองไม่มีพลังในการเปลี่ยนโลก เขาคือ โลเควอล์ (Locavores)

             โลเควอล์ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ แม้คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนอย่างน้อยศัพท์คำนี้ก็มีบัญญัติไว้ใน Oxford Dictionary มาตั้งแต่ปี 2551(แม้ความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้จะมีมาก่อนหน้านั้น โดนเริ่มต้นที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2548) โดยให้ความหมายว่า “a person whose diet consist only or principally of locally grown or produced food” อธิบายง่ายๆ ว่า โลเควอล์ คือ กลุ่มคนที่เลือกกินอาหารในท้องถิ่นไม่ไกลจากที่อยู่อาศัยของตนเกิน 100 ไมล์ ซึ่งนอกจากจะได้อาหารสดกว่า ดีต่อสุขภาพมากกว่า ส่งเสริมการผลิตอาหารในท้องถิ่น ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการขนส่งด้วย

             กลุ่มคนที่มีแนวคิดหลีกเลี่ยงการบริโภคกระแสหลักแบบโลเควอล์มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก ดังพบว่ามีการสร้างระบบให้ผู้ผลิตคือเกษตรกรพบกับผู้บริโภคโดยตรง เช่น ญี่ปุ่นมีระบบ Teikei ที่แม่บ้านรวมตัวกันอุดหนุนเกษตรกรโดยตรงในหลายพื้นที่ของไทยก็มีระบบ Community Support Agriculture (CSA) เช่น กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โครงการผักประสานใจผู้ผลิตเพื่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งระบบการตลาดเหล่านี้มีหลักการสำคัญคือ สนับสนุนการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค ในการซื้อขายผลผลิตเกษตรอินทรีย์และผลิตตามฤดูกาล

             ส่วนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครที่ไกลแหล่งผลิต การผลิตอาหารไว้กินเองไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะมีกลุ่มคนเมืองจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยี่หระต่อข้อจำกัดต่างๆ หันมาเพาะปลูกพืชผักไว้บริโภคเอง โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับชีวิต เช่น สวนกระถาง สวนดาดฟ้า สวนแนวตั้ง ฯลฯ

             มาร่วมรักโลกให้อยู่กับเราไปนานๆ ด้วยการบั่นระยะการเดินทางของพืชผัก และหันมาสนุกกับการเพาะปลูกพืชผักสวนครัวที่ใช้ประกอบอาหารทานเองในครอบครัว เช่น พริก กะเพรา โหระพา ถั่วงอก (เรียนรู้วิธีเพาะมาตั้งแต่ตอนประถมหนึ่ง) นอกจากจะได้กินพืชผักที่สดสะอาด ปลอดสารพิษแล้วยังลดรายจ่ายและลดโลกร้อนอีกด้วย vacuum-packaged-food บรรจุภัณฑ์: กินสบายตายทั้งเรา ตายทั้งโลก              ชีวิตสมัยนี้นิยมความง่ายและสะดวกสบายไม่เว้นแม้แต่เรื่องการกิน อาหารที่เราบริโภคในทุกวันนี้ บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์อายุสั้น คือทิ้งทันทีหลังการใช้งาน ทั้งที่ในความเป็นจริง โฟม กระป๋อง ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก ฯลฯ เหล่านี้อายุยืนจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะนิรันดร์กาล จากการย่อยสลายยาก แม้ทำลายด้วยความร้อนก็ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

             ในด้านสุขภาพ บรรจุภัณฑ์คงกระพันเหล่านี้เป็นต้นเหตุของความไม่ปกติของร่างกายหลายอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกล่องโฟม เมื่อเร็วๆ นี้ แพทย์ได้ออกมาเตือนว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง หงุดหงิดง่าย สมองเสื่อม ประจำเดือนมาไม่ปกติ และก่อให้เกิดมะเร็ง อาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ มีความร้อน เมื่อบรรจุกล่องโฟมทันทีจะทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง มิหนำซ้ำ ร้านอาหารที่มักรองก้นกล่องด้วยถุงพลาสติกใส เท่ากับคืนกำไรให้ผู้บริโภคได้รับสารก่อมะเร็งทั้งสไตรีนและไดออกซีนจากพลาสติก

             นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของผลกระทบจากบรรจุภัณฑ์อาหาร สิ่งแวดล้อมของเรากำลังก้มหน้ารับชะตากรรมจากสาพัดหีบห่อกล่องถุงนี้เช่นกัน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การทิ้ง หรือแม้ว่าเราจะพยายามคิดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อโลกขึ้นมาทดแทน เช่น ชานอ้อย กาบหมาก แป้งมันสำปะหลัง พลาสติกชีวภาพ ฯลฯ แต่อย่าลืมว่า วัสดุใหม่หรือเทคโนโลยีรีไซเคิลก็ยังใช้ทรัพยากรโลกและปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่นั่นเอง ดังนั้น แนวคิดที่ใช่ไอเดียที่ชอบมากกว่าอาจเป็นการยืดอายุบรรจุภัณฑ์ด้วยการใช้แล้วไม่ต้องทิ้งก็เป็นได้

กลยุทธ์เลี่ยงบรรจุภัณฑ์เกินจำเป็น

             1 (386) ปฏิเสธไม่รับช้อนพลาสติกจากร้านอาหร ใช้ช้อนส้อมส่วนตัวที่เตรียมไว้              1 (386) โบกมือลาถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็น เตรียมถุงผ้าไว้ประจำกระเป๋าถือ เพื่อดึงออกมาเป็นตัวช่วยได้ทันทีที่ต้องการ              1 (386) เมื่อใช้งานบรรจุภัณฑ์ ประเภทแก้วน้ำหรือกล่องอาหารแล้วอย่าเพิ่งทิ้งนำมาประดิษฐ์เป็นของใช้อื่นๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้คุ้ม

พกปิ่นโตมาช่วยโลก              โครงการปิ่นโต – The Tiffin Project เป็นหนึ่งในตัวอย่างความพยายามที่จะกระตุ้นให้คนลดการใช้บรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร และขณะเดียวกันก็สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นด้วย โครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2555 ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา โดยฮันเตอร์ โมเยส (Hunter Moyes) เชฟของโรงแรมวอลดอร์ฟ โมเยสเปิดปฏิบัติการด้วยการชักชวนร้านอาหารหลายแห่งในเมืองมาเป็นส่วนร่วม และเชื้อชวนลูกค้าที่ซื้ออาหารกลับบ้านเป็นประจำช่วยกันลดขยะด้วยการสั่งซื้อภาชนะโลหะที่สลักข้อความ The Tiffin Project ไว้บนฝาผ่านทาง www.thetiffinproject.com ในราคา 26 ดอลลาร์แคนาดา และหัก 4 ดอลลาร์เข้ากองทุนเพื่อใช้หมุนเวียนในระบบการผลิตของเกษตรกรท้องถิ่น ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ ร้านอาหารได้วัตถุดิบสดใหม่ คุณภาพดี ส่วนลูกค้าที่หิ้วปิ่นโตมาซื้ออาหารเมนูนำกลับจากร้านอาหารเหล่านี้ ก็จะได้รับส่วนลดพิเศษ เรียกว่า win-win กันทุกฝ่ายที่ร่วมโครงการ ประมาณกันว่า แค่ลูกค้า 1,000 คนที่ซื้ออาหารแบบกลับบ้าน ใช้ปิ่นโตทดแทน 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะลดการทิ้งบรรจุภัณฑ์ได้ถึง 104,000 กล่อง แนวคิดลดการใช้บรรจุภัณฑ์เช่นนี้ยังมีอีกในหลายธุรกิจ เช่นที่ร้านกาแฟแบรนด์ดังลดราคาแก่ลูกค้าที่นำแก้วมาใส่เครื่องดื่มเอง เป็นต้น

             แม้จะมีผู้บริโภคบางคนท้วงเป็นทำนองรู้ทันกลยุทธ์การตลาดว่า แนวคิดเช่นนี้อาจเป็นการผลักภาระต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ให้ผู้บริโภครับผิดชอบ แต่จะเป็นอะไรไปเล่า หากนั่นจะมีส่วนช่วยลดต้นทุนธรรมชาติ

sun0828Bnoodlebox-06

             สำหรับประเทศไทย เราคุ้นเคยกับสิ่งประดิษฐ์พิชิตโลกร้อนที่ใช้กันมาแต่ไหนแต่ไรคือปิ่นโต แม้ปัจจุบันจะหาดูได้ยาก แต่เราไม่ควรปล่อยให้ปิ่นโตกลายเป็นภาชนะใกล้สูญพันธุ์ หากชีวิตคนเมืองที่ต้องเดินทางขึ้นรถลงเรือจนไม่สะดวกหิ้วปิ่นโต ขอให้ยึดแนวคิดสำคัญของประเด็นนี้ไว้ให้มั่น คือ ลดการถือขยะมาถือภาชนะที่ใช้ซ้ำและซ้ำอีกได้ ด้วยการพกพากล่องข้าว รวมถึงขวดน้ำด้วย

ขยะ: วัดวุฒิภาวะในการกิน              ย้อนวันวัยเยาว์ เรายังจำกันได้หรือไม่ ถึงการเรียนรู้กฎการใช้ชีวิตช่วงปฐมวัยเพียงไม่กี่ข้อ หนึ่งในคือ “กินข้าวให้หมดจาน” บางที นัยของเรื่องง่ายๆ ที่สอนกันมาตั้งแต่อนุบาลนั้นส่งผลสะท้อนที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลก เพราะทุกวันนี้มีสถิติว่าอาหารคือประเภทของขยะที่มีจำนวนมากที่สุดราว 1 ใน 3 ของอาหารที่มีในโลกจะกลายเป็นขยะ แสดงว่าเราเกินเหลือหรือกินทิ้งกินขว้างกันจนน่าตกใจ

             ขยะอาหารเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกนของในแต่ละวัน รวมทั้งการกินค่านิยมฟุ่มเฟือย เช่น การรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ และที่สำคัญคือค่านิยมทางการตลาดของงวิถีบริโภคที่พยายามช่วงชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภคด้วยความสด ในส่วนหนึ่งเรายืดอายุของอาหารด้วยสารกันบูด แต่อีกส่วนหนึ่ง ภัตตาคารร้านอาหารต่างๆ จะทิ้งทันทีที่อาหารค้างอยู่บนชั้นนานเกินเวลาที่กำหนดไว้ ผู้บริโภคอาจสบายใจขึ้นที่ได้กินของสดใหม่ และเชื่อมั่นว่านั่นคือคุณภาพของการกินดีอยู่ดี

             การบริโภคแบบทิ้งๆ ขว้างๆ เช่นนี้มักเป็นกันในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนในประเทศด้อยพัฒนา ความอดอยากขาดอาหารของผู้คนคือภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) เผยว่าในแต่ละปี ประชาชนในประเทศร่ำรวยทิ้งเศษอาหารมากถึง 220 ล้านตัน ขณะที่ผลการศึกษาจากสถาบันวิศวกรรมเครื่องกล (The Institution of Mechanical Engineers หรือ IME) ของอังกฤษ ให้ข้อมูลว่า ค่านิยมการบริโภคยุคปัจจุบัน ทำให้ร้านค้าต้องทิ้งอาหาร เพราะขนาดหรือลักษณะสินค้าไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งการลดราคาที่เร้าใจให้ผู้บริโภคซื้ออาหารปริมาณมากเกินไป ทำให้ในที่สุด ผู้บริโภคต้องทิ้งอาหารถึงร้อยละ 30 - 50 ของปริมาณที่ซื้อมา การกินทิ้งกินขว้างของประเทศตะวันตกส่งผลต่อการใช้พื้นที่และทรัพยากรที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

             เราคงถูกถามถึงวุฒิภาวะเรื่องการกินว่า เติบโตกว่าเมื่อสมัยอนุบาลเพียงไร หากเราทิ้งรอยเท้าทางนิเวศเสียมากมายไปกับกระบวนการผลิตอาหาร แต่ท้ายสุดกลับปล่อยให้มันลงเอยด้วยการเป็นขยะไร้ประโยชน์

กองทัพขบถปลดแอกขยะอาหาร-1              มาตรฐานอาหารที่สดใหม่ภายใต้นิยามของสังคมบริโภคนิยมโดยเฉพาะอเมริกาดูจะไม่ยุติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม คนกลุ่มหนึ่งจึงออกมาแสดงตัวต่อต้านค่านิยมเช่นนี้ โดยเรียกตัวเองว่า ฟรีแกน (Freegan) ซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวต่อสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2537 และแม้จะจุดชนวนขึ้นในอเมริกาเป็นที่แรก แต่แนวคิดฟรีแกนิซึ่ม (Freeganism) ได้ขยายแนวรบไปพบแนวร่วมยังประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศ อาทิ อังกฤษ สวีเดน บราซิล เกาหลีใต้

             คำว่า freegan มาจากคำว่า free กับ vegan วีแกนคือ ชาวมังสวิรัติที่ลบผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ออกไปจากจาน ในขณะที่ฟรีแกนเป็นกลุ่มคนที่ยกระดับความเขียวขึ้นอีกขั้นโดยมองภาพรวมของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไร มีการผลิตที่เบียดเบียนทั้งมนุษย์ สัตว์ และโลก ดังนั้น ฟรีแกนจึงหลีกเลี่ยงบริโภคนิยม ไม่ทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่หาแค่ให้พอต่อการใช้จ่ายเพื่อปัจจัยพื้นฐาน ใช้ทรัพยากรให้น้อยเท่าที่จะทำได้ และไม่ละเลยที่จะแบ่งปันต่อเพื่อนร่วมสังคม โดยมักเลือกทำงานอาสาสมัครในด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม

             ฟรีแกนส่วนใหญ่จึงกินมังสวิรัติ ทว่าพฤติกรรมที่ช็อกผู้คนได้ยิ่งกว่าป้าย “Shock Sale” ก็คือ พวกเขาจะคุ้ยหาอาหารฟรีจากถังขยะ ไม่ใช่ขยะอาหารที่บูดเน่า หากยังกินได้แต่ถูกทิ้งเพราะไม่สดใหม่พอที่จะวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอาหารอีกต่อไป ฟรีแกนยังมีแนวคิดแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ดังนั้น อาหารที่คุ้ยมาได้ ส่วนหนึ่งพวกเขาจะนำไปแจกจ่ายให้แก่คนยากจนหรือไร้ที่อยู่ อย่างไรก็ดี หากพบเห็นคนกำลังคุ้ยเขี่ยถังขยะก็อย่าเพิ่งเหมาว่าเป็นฟรีแกนเสียหมด เพราะฟรีแกนไม่ใช่คนจรจัด ตรงกันข้ามพวกเขาเป็นคนที่มีการศึกษาดี บางคนเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของโลก อีกประการหนึ่ง จะเป็นฟรีแกนพันธุ์แท้ได้ต้องสร้างส้วมโดยไม่พึ่งระบบไฟฟ้าและประปา เมื่อขับถ่ายของเสียจะใช้วิธีเทขี้เลื่อยหรือเศษใบไม้ทับถมไว้ และปล่อยให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ

             เราอาจทำใจได้ไม่ง่ายนักหากต้องปฏิบัติตัวตามแนวคิดของฟรีแกน แต่เชื่อเถิดว่าคุณแก้ปัญหาขยะได้จากการไม่สร้างขยะให้มากที่สุด โดยรู้กินแต่พอเหมาะไม่เหลือทิ้ง หากเหลือเป็นขยะจริงๆ ก็นำมาทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้ในสวนครัวหลังบ้าน สวนดาดฟ้า หรือสวนแนวตั้งของคุณเอง

             เรามักกล่าวกันว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในระดับนโยบายของภาครัฐ หากเริ่มได้ที่จานอาหารซึ่งเราทุกคนกินอยู่ทุกวัน ลองหันมาพิถีพิถันกับการกินอย่างเบียดเบียนโลกให้น้อยลง ลดเนื้อสัตว์เท่าที่จะทำได้ เปลี่ยนแปลงกล่องโฟมเป็นปิ่นโต (หรือกล่องข้าว) ปลูกผักกินเองบ้าง พยายามสร้างขยะให้น้อยที่สุด เพียงเท่านี้ อาหารจานอร่อยก็จะทำให้โลกของเรามีสุขภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรง

Comment

Comment:

Tweet